ไข้หวัดใหญ่ ไม่ใช่หวัดเล็ก !! รู้ทัน 6 สัญญาณที่ห้ามรอดูอาการ และใครควรฉีดวัคซีน
ไข้หวัดใหญ่ คือโรคติดเชื้อทางเดินหายใจที่เกิดจากไวรัสอินฟลูเอนซา (Influenza) ชนิด A และ B ที่พบบ่อย
อาการในตอนแรกอาจดูเหมือนเป็นไข้หวัดธรรมดา แต่ในบางคนอาจลุกลามจนทำให้เกิดภาวะปอดอักเสบได้ องค์การอนามัยโลก (WHO) ประเมินว่าทั่วโลกมีผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลราว 1,000 ล้านรายต่อปี ในจำนวนนี้ 3–5 ล้านรายป่วยรุนแรง และมีผู้เสียชีวิตจากโรคทางเดินหายใจที่เกี่ยวข้องกับไข้หวัดใหญ่ราว 290,000–650,000 รายต่อปี
หวัดธรรมดา หรือไข้หวัดใหญ่ ต่างกันตรงไหน
ทั้งสองโรคเกิดจากไวรัส ไม่ใช่แบคทีเรีย อาการช่วงแรกจึงคล้ายกันมาก แยกออกได้ยาก แต่โดยทั่วไปไข้หวัดใหญ่จะเริ่มเร็วและหนักกว่า
| หวัดธรรมดา | ไข้หวัดใหญ่ | ภูมิแพ้อากาศ | |
|---|---|---|---|
| สาเหตุ | ไวรัสหลายชนิด (พบบ่อยคือไรโนไวรัส) | ไวรัสอินฟลูเอนซา A และ B | ไม่ใช่การติดเชื้อ เกิดจากภูมิคุ้มกันตอบสนองต่อสิ่งกระตุ้น |
| ไข้ | ต่ำหรือไม่มี | สูง | ไม่มี |
| ร่างกาย | ปวดศีรษะได้บ้าง | ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตัว อ่อนเพลียมาก | คันตา น้ำตาไหลได้ |
| จมูก | คัดจมูก น้ำมูกใส จาม | พบได้บ้าง | คัดจมูก คันจมูก จาม น้ำมูกใส |
ติดกันง่ายแค่ไหน
- ทางละออง จากการไอหรือจามของผู้ป่วย
- ทางมือและสิ่งของ สัมผัสสิ่งที่มีเชื้อแล้วมาจับตา จมูก หรือปาก
อาการมักเริ่มภายใน 1–4 วันหลังติดเชื้อ ส่วนใหญ่ราว 2 วัน และผู้ป่วยแพร่เชื้อได้ตั้งแต่ 1 วันก่อนมีอาการไปจนถึงประมาณ 5–7 วัน โรคแพร่เร็วในที่ที่คนอยู่รวมกัน เช่น โรงเรียน
อาการที่ควรสังเกต
- ไข้สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว บางรายอาจสูงถึง 39–40 องศา
- ไอ (มักไอแห้ง) เจ็บคอ น้ำมูกไหล
- ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อและข้อ หนาวสั่น อ่อนเพลียมาก
- บางครั้งคลื่นไส้ อาเจียน
อาการมักอยู่ราว 1 สัปดาห์ แต่อาการไออาจเรื้อรังต่อได้ 2 สัปดาห์หรือนานกว่านั้น
ปัจจุบันตามร้านขายยามีชุดตรวจเบื้องต้น (test kit) จำหน่าย สอบถามเภสัชกรได้ว่ามีชุดตรวจแบบใด เหมาะกับอาการแบบไหน และอ่านผลอย่างไร ผลตรวจเป็นเพียงข้อมูลเบื้องต้น ไม่ใช้แทนการวินิจฉัยของแพทย์ และถ้ามีสัญญาณอันตรายตามด้านล่าง ไม่ต้องรอตรวจ ให้รีบไปโรงพยาบาลทันที
ใครเสี่ยงป่วยหนัก
WHO ระบุกลุ่มที่เสี่ยงป่วยรุนแรง ได้แก่ หญิงตั้งครรภ์ เด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง และผู้ที่ภูมิคุ้มกันบกพร่อง
กรมควบคุมโรคแนะนำให้ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่เป็นพิเศษในกลุ่มต่อไปนี้ (เกณฑ์อาจปรับในแต่ละปี)
- หญิงตั้งครรภ์ อายุครรภ์ 4 เดือนขึ้นไป
- เด็กอายุ 6 เดือนถึง 2 ปี
- ผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไป
- ผู้ที่มีโรคเรื้อรัง ได้แก่ ปอดอุดกั้นเรื้อรัง หอบหืด โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง ไตวาย มะเร็งที่กำลังได้รับเคมีบำบัด และเบาหวาน
- ผู้ที่เป็นโรคธาลัสซีเมียหรือภูมิคุ้มกันบกพร่อง
- ผู้ที่เป็นโรคอ้วน
- ผู้พิการทางสมองที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้
6 สัญญาณที่ห้ามรอดูอาการ รีบไปโรงพยาบาล
- หอบเหนื่อย หายใจเร็วหรือหายใจลำบาก
- ซึมลง หรืองอแงมากผิดปกติ
- อาเจียนรุนแรง
- ปัสสาวะน้อยลง
- อาการดีขึ้นแล้ว แต่ไข้และไอกลับมาหนักขึ้น
- อาการไม่ดีขึ้นหรือแย่ลง โดยเฉพาะในเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ และผู้ที่มีโรคประจำตัว
เด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี (โดยเฉพาะต่ำกว่า 2 ปี) หรือเด็กที่มีโรคประจำตัว ควรพาไปพบแพทย์ทันทีเมื่อสงสัยว่าเป็นไข้หวัดใหญ่ ไม่ต้องรอให้เข้าข่ายสัญญาณข้างบน
ดูแลตัวเองและใช้ยาอย่างไร
ผู้ป่วยส่วนใหญ่หายได้เอง การดูแลคือพักผ่อนมากๆ ดื่มน้ำบ่อยๆ และบรรเทาอาการ เช่น ไข้ ส่วนผู้ที่ป่วยควรพักรักษาตัวที่บ้านราว 3–7 วันหรือจนกว่าจะหายเป็นปกติ เพื่อไม่แพร่เชื้อให้คนอื่น
เรื่องยา ที่เภสัชกรอยากให้รู้
- ยาปฏิชีวนะไม่ช่วย เพราะไข้หวัดใหญ่เกิดจากไวรัส ไม่ใช่แบคทีเรีย
- ยาลดไข้ที่ใช้ได้คือพาราเซตามอล ถ้าไม่แน่ใจขนาดยา โดยเฉพาะในเด็ก ถามเภสัชกรได้
- ยาลดไข้กลุ่ม NSAIDs เช่น แอสไพรินและไอบูโพรเฟน คณะเภสัชศาสตร์ มหิดล แนะนำให้ใช้ต่อเมื่อแพทย์วินิจฉัยแล้วเท่านั้น เพราะอาการบางส่วนของไข้หวัดใหญ่คล้ายไข้เลือดออก และยากลุ่มนี้อาจทำให้ไข้เลือดออกแย่ลง
- ยาต้านไวรัสไข้หวัดใหญ่ เช่น oseltamivir (Tamiflu) มีให้ใช้ในผู้ที่แพทย์เห็นว่าจำเป็น US FDA ระบุว่ายาต้านไวรัสให้ประโยชน์มากที่สุดเมื่อเริ่มใช้ภายใน 48 ชั่วโมงหลังเริ่มมีอาการ และ WHO แนะนำให้เริ่มโดยเร็วในผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงหรืออาการรุนแรง ยานี้ ไม่ใช่สิ่งที่ใช้แทนวัคซีน และไม่ควรซื้อใช้เอง
ป้องกันได้ ตั้งแต่วันนี้
นิสัยง่ายๆ
- ล้างมือด้วยน้ำและสบู่ หรือเจลแอลกอฮอล์บ่อยๆ
- ไอจามปิดปากและจมูกด้วยทิชชู่ แล้วทิ้งทันที
- หลีกเลี่ยงการจับตา จมูก ปาก
- ใส่หน้ากากอนามัยเมื่ออยู่ในที่แออัด
- ป่วยแล้วอยู่บ้าน ไม่ไปโรงเรียนหรือที่ทำงาน และหลีกเลี่ยงการใกล้ชิดผู้ป่วย
- ทำความสะอาดของเล่นและของใช้ที่เด็กจับบ่อย
วัคซีนไข้หวัดใหญ่ ฉีดทุกปี
- WHO ระบุว่าการฉีดวัคซีนเป็นวิธีป้องกันที่ดีที่สุด และ US FDA ระบุว่าการฉีดวัคซีนทุกปีเป็นวิธีหลักในการป้องกันและควบคุมโรค
- ควรฉีดทุกปี เพราะสายพันธุ์ที่ระบาดเปลี่ยนไปทุกปี และภูมิคุ้มกันจากวัคซีนลดลงภายใน 6–12 เดือน
- ภูมิคุ้มกันใช้เวลาประมาณ 2 สัปดาห์หลังฉีดจึงจะขึ้นเต็มที่ จึงควรฉีดก่อนช่วงระบาด
- วัคซีนไม่ทำให้เป็นไข้หวัดใหญ่ ผู้ที่ฉีดแล้วยังป่วยได้ แต่ข้อมูลระบุว่าวัคซีนช่วยลดความรุนแรงของโรค
- การฉีดในหญิงตั้งครรภ์ช่วยปกป้องทารกตั้งแต่อยู่ในครรภ์จนถึงช่วง 2–3 เดือนแรกหลังคลอด
- ก่อนฉีด ควรแจ้งเจ้าหน้าที่เรื่องโรคประจำตัว ประวัติการแพ้ยาหรือวัคซีน และอาการป่วยในวันที่ไปฉีด
- กลุ่มเสี่ยงบางกลุ่มอาจมีสิทธิฉีดฟรีที่สถานพยาบาลของรัฐที่ร่วมโครงการ ตามเกณฑ์ที่กรมควบคุมโรคประกาศในแต่ละปี สอบถามสถานพยาบาลใกล้บ้านหรือสายด่วนกรมควบคุมโรค 1422
ชนิดของวัคซีน (3 หรือ 4 สายพันธุ์ ชนิดฉีดหรือพ่นจมูก) และกลุ่มอายุที่ฉีดได้ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรว่าเหมาะกับตัวเราหรือคนในบ้านอย่างไร
จำแค่ 3 ข้อนี้ก็พอ
ไข้หวัดใหญ่อาจดูเหมือนหวัดแรง แต่บางคนป่วยหนักได้ จำไว้ 3 ข้อ: ล้างมือและพักที่บ้านเมื่อป่วย ฉีดวัคซีนทุกปีโดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง และถ้าหอบเหนื่อย ซึม อาเจียนรุนแรง หรือไข้กลับมาหนักขึ้น ให้รีบไปโรงพยาบาลทันที ส่วนยาลดไข้ ถามเภสัชกรก่อนซื้อ โดยเฉพาะเมื่อมีโรคประจำตัวหรือให้เด็กกิน
บทความนี้เป็นความรู้ทั่วไป ไม่ใช้แทนการตรวจรักษาของแพทย์
แหล่งอ้างอิง
- Influenza (seasonal) – องค์การอนามัยโลก (WHO), 28 กุมภาพันธ์ 2025
- Influenza (Flu) Antiviral Drugs and Related Information – US FDA
- It’s a Good Time to Get Your Flu Vaccine – US FDA
- 10 ข้อควรรู้เกี่ยวกับไข้หวัดใหญ่ – โรงพยาบาลรามาธิบดี คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล
- ไข้หวัดธรรมดา ไข้หวัดใหญ่ หรือแพ้อากาศ เป็นอะไรกันแน่? – คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล, 21 สิงหาคม 2560
- กรมควบคุมโรค ชี้สถานการณ์ไข้หวัดใหญ่สูงขึ้น แนะฉีดวัคซีน – กรมควบคุมโรค, 25 กุมภาพันธ์ 2568
- อัปเดตโรคไข้หวัดใหญ่ ปี 2026 (SirirajKids Talks Ep.18: วัคซีน 3 สายพันธุ์ กับ 4 สายพันธุ์ และวัคซีนชนิดพ่นจมูก) – ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล, 17 เมษายน 2569
ถามเภสัชกรของร้านได้ทาง LINE หรือโทรมาได้เลย (ถ้าอาการรุนแรง ให้ไปโรงพยาบาลทันที)