โทรหาร้าน แชท LINE

ลูกแค่น้ำมูกไหล? ระวัง !! ไวรัส RSV ไวรัสที่เด็กเกือบทุกคนต้องเจอ และ 8 สัญญาณที่ห้ามรอดูอาการ

ลูกแค่น้ำมูกไหล? ระวัง !! ไวรัส RSV ไวรัสที่เด็กเกือบทุกคนต้องเจอ และ 8 สัญญาณที่ห้ามรอดูอาการ

RSV ย่อมาจาก Respiratory Syncytial Virus

ตอนแรกก็แค่น้ำมูกไหล ไอนิดหน่อย เหมือนหวัดทั่วไป แต่สำหรับเด็กบางคน เชื้อตัวเดียวกันนี้ลงไปถึงปอดได้ นี่คือไวรัสที่ชื่อว่า RSV และพ่อแม่ทุกบ้านควรรู้จัก

เชื้อที่เด็กเกือบทุกคนต้องเจอ แต่บางคนถึงขั้นนอนโรงพยาบาล

RSV เป็นไวรัสทางเดินหายใจที่พบบ่อยมาก เด็กแทบทุกคนจะเคยติดเชื้อนี้ก่อนอายุครบ 2 ขวบ ส่วนใหญ่อาการเหมือนหวัดธรรมดาแล้วหายเอง แต่ในเด็กบางคนเชื้อลงไปถึงหลอดลมเล็ก ๆ และปอด ทำให้หอบ หายใจลำบาก จนต้องนอนโรงพยาบาลได้

ทั่วโลกแต่ละปี RSV ทำให้เด็กอายุไม่ถึง 5 ขวบต้องนอนโรงพยาบาลราว 3.6 ล้านคน และเสียชีวิตราว 1 แสนคน ครึ่งหนึ่งของเด็กที่เสียชีวิตเป็นทารกอายุไม่ถึง 6 เดือน

ข่าวดีคือ ถ้าพ่อแม่รู้จักอาการ รู้ว่าเมื่อไหร่ต้องรีบไปหาหมอ และรู้วิธีป้องกัน ก็ลดความเสี่ยงที่ลูกจะป่วยหนักได้มาก

ลูกคุณอยู่ในกลุ่มเสี่ยงหรือเปล่า

ใครก็ติด RSV ได้ และติดซ้ำได้หลายครั้งตลอดชีวิต แต่กลุ่มที่มักอาการหนักคือ

  • ทารกอายุต่ำกว่า 6 เดือน เสี่ยงที่สุด เพราะทางเดินหายใจยังเล็กและภูมิคุ้มกันยังไม่แข็งแรง
  • เด็กคลอดก่อนกำหนด
  • เด็กที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคปอดเรื้อรัง โรคหัวใจแต่กำเนิด หรือภูมิคุ้มกันต่ำ
  • ผู้สูงอายุ โดยเฉพาะคนที่เป็นโรคหอบหืด ถุงลมโป่งพอง หรือโรคหัวใจ เพราะ RSV ทำให้โรคเดิมกำเริบได้

เด็กโตและผู้ใหญ่ที่แข็งแรงส่วนใหญ่อาการไม่มาก แต่ก็เอาเชื้อไปติดเด็กเล็กในบ้านได้

ติดกันง่ายแค่ไหน แล้วทำไมช่วงนี้ถึงต้องระวัง

RSV ติดง่ายพอ ๆ กับไข้หวัด เชื้อมาได้ 2 ทางหลัก

  • ทางอากาศ จากละอองไอ จาม หรือน้ำมูกของคนที่ป่วย
  • ทางมือและสิ่งของ เช่น จับของเล่น ลูกบิดประตู หรือมือคนป่วย แล้วมาจับจมูก ตา ปาก

หลังได้รับเชื้อ มักเริ่มมีอาการภายใน 4–7 วัน

ในไทย RSV ระบาดมากช่วง หน้าฝนต่อหน้าหนาว ประมาณกรกฎาคมถึงพฤศจิกายน ซึ่งเป็นช่วงเปิดเทอมด้วย เด็กอยู่รวมกันในโรงเรียนและเนอสเซอรี่ เชื้อจึงแพร่ได้เร็ว

เริ่มเหมือนหวัด แต่อาจลงปอดได้ สังเกตให้ทัน

ช่วงแรก อาการคล้ายหวัดธรรมดา

  • น้ำมูกไหล คัดจมูก
  • เจ็บคอ ไอ จาม
  • มีไข้ (เด็กเล็กบางคนอาจไม่มีไข้เลย อย่าวางใจ)
  • อ่อนเพลีย งอแง

ถ้าเชื้อลงหลอดลมและปอด จะเริ่มมี

  • ไอมากขึ้น ไอถี่
  • หายใจเร็ว หอบเหนื่อย
  • หายใจมีเสียงวี้ด ๆ

ปัจจุบันตามร้านขายยามีชุดตรวจเบื้องต้น (test kit) จำหน่าย สอบถามเภสัชกรได้ว่ามีชุดตรวจแบบใด เหมาะกับอาการแบบไหน และอ่านผลอย่างไร ผลตรวจเป็นเพียงข้อมูลเบื้องต้น ไม่ใช้แทนการวินิจฉัยของแพทย์ และถ้ามีสัญญาณอันตรายตามด้านล่าง ไม่ต้องรอตรวจ ให้รีบไปโรงพยาบาลทันที

8 สัญญาณที่ห้ามรอดูอาการ รีบพาไปโรงพยาบาลทันที

  • หายใจเร็วมาก หอบจนเห็นซี่โครงหรือหน้าอกบุ๋มลงตอนหายใจเข้า
  • ปีกจมูกบานเวลาหายใจ
  • ริมฝีปากหรือปลายมือปลายเท้าซีด เขียวคล้ำ
  • ซึมลง ปลุกตื่นยาก ไม่เล่น
  • ไม่ยอมดูดนม กินได้น้อยมาก หรือปัสสาวะน้อยลงชัดเจน
  • ทารกหยุดหายใจเป็นพัก ๆ
  • ไข้สูงเกิน 39 องศา
  • ไอจนอาเจียน
หายใจเร็วมาก หอบ อกบุ๋ม
หายใจเร็วมาก
หอบ อกบุ๋ม
ปีกจมูกบาน
ปีกจมูกบาน
ริมฝีปากหรือ ปลายมือปลายเท้า ซีด เขียวคล้ำ
ริมฝีปากหรือ
ปลายมือปลายเท้า
ซีด เขียวคล้ำ
ซึมลง ปลุกตื่นยาก ไม่เล่น
ซึมลง
ปลุกตื่นยาก ไม่เล่น
ไม่ยอมดูดนม กินน้อย ปัสสาวะน้อยลง
ไม่ยอมดูดนม
กินน้อย ปัสสาวะน้อยลง
ทารกหยุดหายใจ เป็นพัก ๆ
ทารกหยุดหายใจ
เป็นพัก ๆ
ไข้สูงเกิน 39 องศา
ไข้สูงเกิน 39 องศา
ไอจนอาเจียน
ไอจนอาเจียน

อาการรุนแรงทำให้ออกซิเจนในเลือดต่ำ ถ้าปล่อยไว้อาจถึงขั้นหายใจล้มเหลวได้ อย่ารอดูอาการที่บ้าน

ไม่มียาฆ่าเชื้อ RSV แล้วต้องดูแลลูกยังไง

ตอนนี้ ยังไม่มียาฆ่าเชื้อ RSV โดยตรง และยาปฏิชีวนะก็ไม่ช่วย เพราะ RSV เป็นไวรัส ไม่ใช่แบคทีเรีย การรักษาคือประคับประคองอาการจนร่างกายกำจัดเชื้อได้เอง ส่วนใหญ่ดีขึ้นใน 1–2 สัปดาห์

ถ้าอาการหนักจนต้องนอนโรงพยาบาล หมอจะช่วยดูดเสมหะ ให้น้ำเกลือ และให้ออกซิเจนช่วยหายใจ

ถ้าอาการไม่หนัก ดูแลที่บ้านได้ดังนี้

  • ให้ดื่มน้ำหรือนมบ่อย ๆ ทีละน้อย กันขาดน้ำ
  • ล้างจมูกด้วยน้ำเกลือ หรือใช้ลูกยางดูดน้ำมูก ให้หายใจโล่ง โดยเฉพาะก่อนกินนมและก่อนนอน
  • เช็ดตัวลดไข้ และให้ยาลดไข้ตามขนาดที่เหมาะกับน้ำหนักตัว ถ้าไม่แน่ใจขนาดยา ถามเภสัชกรได้
  • ให้พักผ่อนมาก ๆ งดไปโรงเรียนหรือเนอสเซอรี่จนหายดี
  • คอยสังเกตการหายใจโดยเฉพาะตอนกลางคืน ถ้าเจอสัญญาณอันตรายข้างบน ให้รีบไปโรงพยาบาล

ไม่ควรซื้อยาแก้ไอหรือยาลดน้ำมูกให้เด็กเล็กกินเอง โดยไม่ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร

ป้องกันได้ ทำได้ตั้งแต่วันนี้

นิสัยง่าย ๆ ที่ทำได้ทุกบ้าน

  • ล้างมือด้วยสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์บ่อย ๆ โดยเฉพาะก่อนอุ้มหรือป้อนนมทารก
  • คนในบ้านที่เป็นหวัด ให้ใส่หน้ากากอนามัย และงดหอมแก้มหรือคลุกคลีกับเด็กเล็ก
  • ทำความสะอาดของเล่นและของใช้ที่เด็กจับบ่อย
  • ช่วงระบาด เลี่ยงพาทารกไปที่คนแออัด เช่น ห้าง ตลาด งานเลี้ยง
  • ไม่สูบบุหรี่ในบ้านหรือใกล้เด็ก
  • ให้ลูกกินนมแม่ ช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน
ล้างมือบ่อย ๆ โดยเฉพาะ ก่อนอุ้มหรือป้อนนมทารก
ล้างมือบ่อย ๆ
โดยเฉพาะ ก่อนอุ้มหรือป้อนนมทารก
คนที่เป็นหวัดใส่หน้ากาก งดหอมแก้มเด็กเล็ก
คนที่เป็นหวัดใส่หน้ากาก
งดหอมแก้มเด็กเล็ก
ทำความสะอาดของเล่น และของใช้ ที่เด็กจับบ่อย
ทำความสะอาดของเล่น
และของใช้ ที่เด็กจับบ่อย

ภูมิคุ้มกันสำหรับทารก ซึ่งมีให้เลือก 2 แบบ

  • วัคซีนสำหรับแม่ตั้งครรภ์ ฉีดช่วงไตรมาสสุดท้าย (อายุครรภ์ประมาณ 28 สัปดาห์ขึ้นไป) ภูมิจากแม่จะส่งผ่านรกไปถึงลูก ช่วยปกป้องลูกได้ราว 6 เดือนแรกหลังคลอด
  • ภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป (แอนติบอดี) สำหรับทารก ฉีดให้ทารกแรกเกิดหรือก่อนเข้าช่วงระบาด เด็กที่มีโรคประจำตัวเสี่ยงสูงอาจได้รับอีกครั้งในปีที่สอง

ผู้สูงอายุ และผู้ใหญ่ที่มีโรคปอดหรือโรคหัวใจ ก็มีวัคซีน RSV ให้ฉีดแล้วเช่นกัน

ทั้งหมดนี้ควรปรึกษาสูติแพทย์หรือกุมารแพทย์ ว่าเหมาะกับลูกหรือตัวเราไหม และฉีดได้ที่ไหน

จำแค่ 3 ข้อนี้ก็พอ

RSV เริ่มเหมือนหวัด แต่ในทารกและเด็กเล็กอาจลงปอดจนหอบได้ จำไว้ 3 ข้อ: ล้างมือ แยกคนป่วยออกจากเด็กเล็ก และถ้าลูกหายใจหอบ อกบุ๋ม ซึม ไม่ดูดนม ให้รีบไปโรงพยาบาลทันที ส่วนเรื่องวัคซีนและภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป ปรึกษาหมอได้ตั้งแต่ตอนตั้งครรภ์

Infographic

เลื่อนลงดูได้เลย หรือกด “ดาวน์โหลดภาพ” ใต้แต่ละภาพ เพื่อเก็บไปส่งในกลุ่มไลน์ผู้ปกครองได้

อินโฟกราฟิก 1/3: RSV ไวรัสร้ายของเด็กเล็ก ตัวเลขสำคัญ และกลุ่มที่เสี่ยงป่วยหนัก
1/3 RSV คืออะไร ใครเสี่ยง
ดาวน์โหลดภาพ
อินโฟกราฟิก 2/3: การติดต่อ อาการ และสัญญาณอันตรายที่ต้องรีบไปโรงพยาบาล
2/3 ติดต่อ อาการ สัญญาณอันตราย
ดาวน์โหลดภาพ
อินโฟกราฟิก 3/3: การดูแลที่บ้าน การป้องกัน ภูมิคุ้มกันสำหรับทารก และสรุป 3 ข้อ
3/3 ดูแล ป้องกัน ภูมิคุ้มกัน
ดาวน์โหลดภาพ

บทความนี้เป็นความรู้ทั่วไป ไม่ใช้แทนการตรวจรักษาของแพทย์

สงสัยเรื่องยาหรืออาการของลูก?

ถามเภสัชกรของร้านได้ทาง LINE หรือโทรมาได้เลย (ถ้าอาการรุนแรง ให้ไปโรงพยาบาลทันที)

← บทความสุขภาพทั้งหมด